สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย

ประเภทสหกรณ์

ประเภทสหกรณ์



 
        ปัจจุบันเป็นไปตาม กฎกระทรวง กำหนดประเภทสหกรณ์ที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ.2548 กำหนดไว้ 7 ประเภท ดังต่อไปนี้

     1. สหกรณ์การเกษตร
     2. สหกรณ์ประมง
     3. สหกรณ์นิคม
     4. สหกรณ์ร้านค้า
     5. สหกรณ์บริการ
     6. สหกรณ์ออมทรัพย์
     7. สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน


 

         ประเภทสหกรณ์ คือ กลุ่มสหกรณ์ที่มีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์หลักอย่างเดียวกัน เช่น กลุ่มสหกรณ์การเกษตร กลุ่มสหกรณ์ประมง กลุ่มสหกรณ์นิคม กลุ่มสหกรณ์ร้านค้า ฯลฯ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542

 วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์

        ความคาดหวังหรือสิ่งที่ต้องการที่มีนัยสำคัญในการดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกของสหกรณ์ เช่น วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์การเกษตร ได้แก่ การให้บริการสินเชื่อแก่สมาชิก การรวมกันซื้อวัสดุอุปกรณ์การผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภค การรวมกันขายและหรือแปรรูปผลิตผลการเกษตรเพื่อขายหรือการตลาด ซึ่งรวมทั้งการคัดขนาดหรือคุณภาพผลผลิต การเก็บรักษาการขนส่ง ฯลฯ ทั้งนี้ รวมถึงการให้บริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์หลักดังกล่าวข้างต้น  เช่น บริการน้ำเพื่อการเกษตร บริการใช้เครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์ร่วมกัน บริการส่งเสริมแนะนำทางวิชาการ เป็นต้น

 วัตถุประสงค์รองของสหกรณ์

       การจัดให้มีสวัสดิการหรือการสงเคราะห์แก่สมาชิก การส่งเสริมการศึกษาฝึกอบรมและวัฒนธรรม การดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม ฯลฯ วัตถุประสงค์รองของสหกรณ์นี้มุ่งไปในด้านกิจกรรมทางสังคม หรือมิติทางสังคมของสหกรณ์  ในขณะที่วัตถุประสงค์หลักมุ่งไปในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือมิติทางเศรษฐกิจ

       สหกรณ์ทุกประเภทสามารถกำหนดวัตถุประสงค์รองเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรก็ได้ โดยไม่ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกประเภทของสหกรณ์  เฉพาะวัตถุประสงค์หลักเท่านั้นที่เป็นกฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกประเภทสหกรณ์  ทั้งนี้เพราะว่าสหกรณ์เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการอันดีเป็น (need) อย่างเดียวกันหรือเหมือนกัน เพื่อร่วมกันดำเนินธุรกิจหรือวิสาหกิจบนพื้นฐานของการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ของการกำหนดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์จึงแตกต่างกัน การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การธุรกิจรูปอื่น เช่น ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจ ห้างหุ้นส่วนบริษัท สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ได้อย่างกว้างขวาง ดังคำกล่าวที่ว่า "จากไม้จิ้มฟันยันเรือรบ" ส่วนรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆ หรือตามนโยบายของรัฐบาล


 


 

 มี 2 วิธี  คือ  โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายสหกรณ์  และโดยคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์  (ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายสหกรณ์)

       1. การจัดประเภทสหกรณ์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายสหกรณ์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ

       (1) ลักษณะที่ 1 ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายสหกรณ์หลายฉบับ  เช่น  ประเทศญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  มีกฎหมายสหกรณ์สำหรับสหกรณ์แต่ละประเภท  เช่น  กฎหมายสหกรณ์การเกษตรสำหรับประเภทสหกรณ์การเกษตร  กฎหมายสหกรณ์ประมงสำหรับประเภทสหกรณ์ประมง  กฎหมายสหกรณ์ปศุสัตว์สำหรับสหกรณ์ปศุสัตว์  กฎหมายสหกรณ์ป่าไม้สำหรับสหกรณ์ป่าไม้  กฎหมายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสำหรับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ฯลฯ  ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา  ซึ่งใช้ระบบกฎหมายสหกรณ์หลายฉบับก็มีกฎหมายสหกรณ์สำหรับสหกรณ์แต่ละประเภทในทำนองเดียวกัน

       (2) ลักษณะที่ 2  ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายสหกรณ์ฉบับเดียว  เช่น  ประเทศไทยและฟิลิปปินส์  มีกฎหมายสหกรณ์ฉบับเดียวใช้บังคับแก่สหกรณ์ทุกประเภท  พรบ. สหกรณ์ พ.ศ. 2511  และ พรบ. สหกรณ์ พ.ศ.2542  ของไทย  มาตรา 33 วรรคสุดท้าย  บัญญัติไว้เหมือนกันว่า  "ประเภทของสหกรณ์ที่จะรับจดทะเบียนให้กำหนดโดยกฎกระทรวง"  ในปัจจุบันเราจึงมีกฎกระทรวง (พ.ศ.2548) ออกตามความใน พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542  ใช้บังคับอยู่  โดยกำหนดให้มีสหกรณ์ 7 ประเภท  คือ สหกรณ์การเกษตร  สหกรณ์ประมง  สหกรณ์นิคม  สหกรณ์ร้านค้า  สหกรณ์บริการ  สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  ส่วนประเทศฟิลิปปินส์  ประมวลกฎหมายสหกรณ์สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ค.ศ. 1990 มาตรา 23  ได้แบ่งประเภทสหกรณ์ไว้ 6 ประเภท  คือ

สหกรณ์สินเชื่อ
สหกรณ์ผู้บริโภค
สหกรณ์ผู้ผลิต
สหกรณ์การตลาด
สหกรณ์บริการ
สหกรณ์เอนกประสงค์

       2. การจัดประเภทสหกรณ์โดยคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์

       ประเทศส่วนมากที่ใช้ระบบกฎหมายสหกรณ์ฉบับเดียวไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยประเภทสหกรณ์ไว้โดยเฉพาะเจาะจง  แต่ให้อยู่ในดุลยพินิจของนายทะเบียนสหกรณ์ที่จะกำหนดว่าสหกรณ์ที่เสนอขอจดทะเบียนนั้น  ควรจัดให้อยู่ในประเภทใดโดยพิจารณา จากวัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์ตามที่ปรากฏในร่างข้อบังคับของสหกรณ์นั้นเอง  ในทางปฏิบัติจึงมีระเบียบหรือคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์  เรื่อง  การกำหนดประเภทของสหกรณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของรัฐให้คำแนะนำแก่คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์และช่วยเหลือในการยกร่างข้อบังคับสหกรณ์  การกำหนดประเภท สหกรณ์ในกลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมีลักษณะยืดหยุ่น  และสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการของประชาชนซึ่ง รวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์ได้เสมอ  สิงคโปร์จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้กำหนดประเภทของ สหกรณ์ไว้ในกฎหมาย